ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์
วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความล่าสุด

Filter Articles TH

เช่าคอนโดใกล้รถไฟฟ้า เลือกสายไหนดี พร้อมแนะนำ 8 คอนโดติดรถไฟฟ้า น่าอยู่

หลายคนอาจเจอปัญหาว่าจะเลือกเช่าคอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายไหนดี ระหว่าง BTS และ MRT สีต่างๆ เพราะแต่ละทำเลก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ การเช่าคอนโดใกล้รถไฟฟ้าให้ตอบโจทย์นั้น ไม่ได้ดูแค่ระยะห่างจากตัวสถานีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ส่วนตัว งบประมาณ รวมถึงการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะบางทำเลแม้จะติดรถไฟฟ้าเหมือนกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปดูจุดเด่นของรถไฟฟ้า MRT และ BTS ทั้ง 4 สายหลักว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง พร้อมแนะนำคอนโดติดรถไฟฟ้าที่น่าสนใจในแต่ละสาย และเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่าคอนโดใกล้ BTS กับ MRT แบบไหนคุ้มค่า และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณมากกว่ากัน เจาะลึก 4 สายรถไฟฟ้า พร้อมคอนโดแนะนำสำหรับการเช่าอยู่ ก่อนจะปักหมุดเช่าคอนโดใกล้รถไฟฟ้าที่สนใจ มาดูเส้นทางและจุดเด่นของรถไฟฟ้า 4 ทั้งสายที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้เช่า ดังนี้ รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว (บางปู-สยาม-คูคต และสนามกีฬาฯ-บางหว้า) BTS สายสีเขียว ถือเป็นระบบรถไฟฟ้าสายหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด แบ่งออกเป็นสายสีเขียวอ่อน (สายสุขุมวิท) และสีเขียวเข้ม (สายสีลม) วิ่งผ่านเส้นทางสำคัญตั้งแต่สมุทรปราการ สุขุมวิท อ่อนนุช สบาย พหลโยธิน หมอชิต ดอนเมือง สีลม สาทร ไปจนถึงฝั่งธนบุรี ครอบคลุมทั้งย่านธุรกิจ แหล่งไลฟ์สไตล์ และย่านที่อยู่อาศัยที่หลากหลายตลอดเส้นทาง ด้วยเส้นทางที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง คอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ ของพนักงานออฟฟิศ นักศึกษา และชาวต่างชาติที่ต้องการเช่าคอนโดใกล้รถไฟฟ้า รวมถึงคอนโดมือสองในย่านสุขุมวิท คอนโดใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวที่น่าสนใจ 1. เวีย 34 (Via 34) คอนโด Low Rise สูง 7 ชั้น ตั้งอยู่บนทำเลสุขุมวิทตอนกลาง ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อเพียง 350 เมตร ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนห้องพักเพียง 45 ยูนิตทั้งโครงการ ล้อมรอบด้วยสถานที่สำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมของสุขุมวิท ตอบสนองทุกความต้องการในทำเลติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ยูนิตแนะนำ: 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 88.75 ตารางเมตร คลิก 2. เดอะ เบส พาร์ค อีสต์ สุขุมวิท 77 (The Base Park East Sukhumvit…

ปล่อยเช่าคอนโดอย่างไรให้คุ้มค่า พร้อมข้อกฎหมายที่เจ้าของห้องต้องรู้

หลายคนที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ อาจมีคำถามในใจว่า “การซื้อคอนโดปล่อยเช่าคุ้มไหม” เมื่อเทียบกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนในช่วงนี้ แต่ความคุ้มค่าของการปล่อยเช่าคอนโดนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลที่มีศักยภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงราคาซื้อเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ ไปจนถึงกลุ่มผู้เช่าเป้าหมายในพื้นที่นั้นๆ ด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปหาคำตอบว่าการซื้อคอนโดปล่อยเช่าคุ้มค่าจริงหรือไม่ พร้อมเผยเคล็ดลับในการปล่อยเช่าให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ข้อกฎหมายสำคัญที่เจ้าของห้องต้องรู้ รวมถึงบริการที่จะช่วยให้การปล่อยเช่าคอนโดของคุณเป็นเรื่องง่ายและหายห่วง ซื้อคอนโดปล่อยเช่าคุ้มไหม เช็กปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า นักลงทุนควรวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อประเมินว่าการลงทุนครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ โดยสามารถสรุปปัจจัยหลักที่ควรพิจารณาได้ดังนี้ ปล่อยเช่าคอนโดระยะสั้น vs ระยะยาว แบบไหนดีกว่ากัน หากตัดสินใจปล่อยเช่าคอนโดแล้ว คำถามต่อไปที่เจ้าของห้องต้องคิดต่อ คือการเลือกระหว่างการปล่อยเช่าคอนโดระยะสั้น 1-6 เดือน หรือการปล่อยเช่าระยะยาวหลัก 1 ปีขึ้นไป เพราะการปล่อยเช่าทั้งสองแบบนี้มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน และเหมาะกับทำเลและความพร้อมของเจ้าของห้องที่ต่างกันไป ดังนี้ หัวข้อ ปล่อยเช่าระยะสั้น (1-6 เดือน) ปล่อยเช่าระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) ข้อดี ค่าเช่าต่อเดือนสูงกว่า สามารถปรับราคาตามฤดูกาลท่องเที่ยวได้ รายได้สม่ำเสมอต่อเนื่อง ดูแลง่าย เน้นตรวจสอบเป็นระยะๆ ข้อเสีย ต้องดูแลและทำความสะอาดห้องบ่อยตามการย้ายเข้าออก และมีความเสี่ยงด้านกฎหมายหากเช่าต่ำกว่า 30 วัน รายได้ต่อเดือนอาจต่ำกว่าการปล่อยเช่าระยะสั้นในบางช่วง เหมาะกับ คอนโดใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรือติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง คอนโดในย่านที่อยู่อาศัย หรือใกล้แหล่งงาน กฎหมายปล่อยเช่าคอนโดที่เจ้าของห้องต้องรู้ นอกจากเรื่องทำเลและรูปแบบการเช่าแล้ว เจ้าของห้องและนักลงทุนอสังหาฯ มือใหม่ยังควรทำความเข้าใจกฎหมายปล่อยเช่าคอนโดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กฎหมายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเช่าคอนโด การปล่อยเช่าคอนโด ต้องแจ้งนิติไหม คำถามที่เจ้าของห้องมือใหม่มักสงสัย คือ “การปล่อยเช่าคอนโด ต้องแจ้งนิติไหม” โดยปกติแล้วเจ้าของห้องไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งขออนุญาตจากนิติบุคคลก่อนปล่อยเช่าห้องของตนเอง เนื่องจากเป็นสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เจ้าของห้องสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสม เว้นแต่จะมีข้อบังคับจากนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้เช่าและเจ้าของห้องเอง รวมถึงเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบและดูแลอาคาร เจ้าของห้องควรแจ้งข้อมูลผู้เช่าให้นิติบุคคลทราบ เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อ และช่วงเวลาที่เข้าพักอาศัย เพื่อให้นิติบุคคลสามารถออกบัตรผ่านเข้า-ออกอาคาร หรือประสานงานในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน การตรวจสอบอาคารและสภาพห้องก่อนปล่อยเช่า อีกหนึ่งขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม คือ การตรวจสอบอาคารและสภาพห้องให้ละเอียดทั้งก่อนและหลังส่งมอบห้อง ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา เครื่องปรับอากาศ โครงสร้างของห้อง และเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่ง เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปล่อยเช่าคอนโด 1. แนวทางการปล่อยเช่าคอนโดให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้การปล่อยเช่าคอนโดเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย เจ้าของห้องควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ 2. ควรเรียกเก็บเงินมัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าเท่าไหร่ ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ได้กำหนดให้มีการเก็บเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันความเสียหาย (เงินมัดจำ) โดยเรียกเก็บรวมกันได้ไม่เกิน 3 เดือน โดยทั่วไปแล้ว มักแบ่งการเรียกเก็บเป็นเงินประกันความเสียหาย 2 เดือน และเงินค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนก่อนเข้าพักอาศัย…

กฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ซื้อผู้ขายต้องรู้

ในความเข้าใจของคนทั่วไป การซื้อขายบ้านหรือคอนโดอาจดูเป็นเรื่องง่ายๆ แค่ตกลงราคา จ่ายเงิน แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ แต่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้กลับมีรายละเอียดทางกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ซับซ้อน ที่หากมองข้ามขั้นตอนสำคัญไป ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาวได้ ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจภาพรวมของกฎหมายและขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ควรทราบ ตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน การทำสัญญาที่รัดกุม ไปจนถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การซื้อขายบ้านหรือคอนโดของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด ภาพรวมกฎหมายและขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ควรรู้ ก่อนเข้าสู่รายละเอียดของสัญญาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้ซื้อและผู้ขายควรทำความเข้าใจภาพรวมก่อนว่ากฎหมายกำหนดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไว้อย่างไรบ้าง โดยเริ่มต้นจาก อสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายคืออะไร? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 นิยามคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” หมายถึง ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ทั้งที่ดินและทรัพย์สินที่ติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมถึงสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นด้วย โดยตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น บ้านบางนา ทาวน์โฮม และคอนโดติดรถไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น ขั้นตอนหลักในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ด้วยข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้หลายๆ คนสงสัยว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝั่ง โดยสามารถสรุปลำดับขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้ ขั้นตอนเหล่านี้ ถือเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายคอนโดมือสอง หรือบ้านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น การตรวจสอบเงื่อนไขบางประการร่วมกับนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ เป็นต้น การทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขั้นตอนการทำสัญญา ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง เพราะหากดำเนินการผิดพลาด หรือมีข้อมูลในสัญญาที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้การซื้อขายล้มเหลวและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ สัญญาจะซื้อจะขาย VS สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด หลายคนอาจสงสัยว่าสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำอย่างไรจึงจะมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ให้นิยามของ “สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์” ว่าเป็นข้อตกลงที่ผู้ขายยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงจ่ายเงินให้ผู้ขายตามที่ตกลงกันไว้ โดยสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์จริง มักใช้ในช่วงที่ผู้ซื้อวางเงินมัดจำให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันและเป็นหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะซื้อ-ขายกันตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ เช่น ราคา วันโอน หรือเงื่อนไขการผ่อนชำระ ตามมาตรา 456 วรรคสอง สัญญาจะซื้อจะขายจะมีผลบังคับใช้ ก็ต่อเมื่อมีอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้เกิดขึ้น 2. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาซื้อขายที่ทำในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์จริง โดยต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้น จึงจะถือว่าการซื้อขายนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย โดยกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ระบุว่า หากการซื้อขาย ที่ดิน บ้าน หรือคอนโดมิเนียมไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน สัญญาซื้อขายนั้นจะถือเป็น “โมฆะ” แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินให้ผู้ขาย หรือมีการทำสัญญากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ผู้ซื้อและผู้ขายจึงควรทำความเข้าใจความแตกต่างของสัญญาทั้งสองรูปแบบให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง โดยสามารถสรุปได้ตามตารางนี้ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ทำเมื่อไหร่ ช่วงวางเงินมัดจำ วันโอนกรรมสิทธิ์จริง ทำที่ไหน…

การตรวจสอบอาคารคืออะไร รู้สัญญาณเตือนล่วงหน้าและวิธีเลือกบริษัทตรวจสอบ

สำหรับเจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลบางท่าน “การตรวจสอบอาคาร” อาจเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปัญหาโครงสร้างเล็กๆ ค่อยๆ ลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ หรือร้ายแรงจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานโดยตรง เพราะในความเป็นจริงแล้ว การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการใช้งานอาคาร โดยเฉพาะในคอนโดมือสองหรืออาคารที่ผ่านการใช้งานมานาน ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าอาคารที่สร้างใหม่ไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบอาคาร ตั้งแต่สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ขอบเขตของงานตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงแนะนำบริการตรวจสอบอาคารจากทัช พร็อพเพอร์ตี้ ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของอาคารและนิติบุคคลอย่างครบวงจร สัญญาณเตือนที่บอกว่าควรตรวจสอบโครงสร้างอาคารเก่าโดยด่วน การสังเกตสัญญาณเตือนทางกายภาพต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบและรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้ รอยร้าวและการทรุดตัว ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค การละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่เพียงส่งผลต่อสภาพอาคารเท่านั้น แต่ยังเพื่อความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และส่งผลเสียต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาวได้อีกด้วย ดังนั้น การหมั่นสังเกตและตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของอาคารทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อประเมินความเสี่ยง พร้อมวางแผนการตรวจสอบและซ่อมแซมแก้ไขอย่างทันท่วงที การตรวจสอบอาคาร ตรวจอะไรบ้าง เจาะลึกขอบเขตงานที่สำคัญ หากมีคำถามว่าการตรวจสอบอาคารนั้นครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ทวิ ได้กำหนดขอบเขตของงานตรวจสอบไว้อย่างชัดเจน โดยสามารถสรุปออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้ 1. ความมั่นคงของโครงสร้าง การตรวจสอบอาคารในด้านแรก คือ การประเมินความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร ทั้งสภาพความสมบูรณ์ของโครงสร้างหลัก การต่อเติมดัดแปลงหรือปรับปรุงสภาพอาคารที่อาจส่งผลต่อการรับน้ำหนัก รวมถึงตรวจหาความชำรุดสึกหรอต่างๆ เพื่อประเมินว่าอาคารยังสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 2. ระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร จะเน้นประเมินความสามารถในการทำงานของระบบต่างๆ และการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ 3. สมรรถนะของระบบและอุปกรณ์ของอาคารเพื่ออพยพผู้ใช้อาคาร การประเมินสมรรถนะของบันไดหนีไฟ ทางหนีไฟ เครื่องหมายและไฟป้ายทางออกฉุกเฉิน รวมถึงระบบแจ้งสัญญาณเตือนภัยว่าสามารถใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ใช้อาคารสามารถอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 4. ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในอาคาร การตรวจสอบอาคารยังครอบคลุมไปถึงแผนบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ได้แก่ แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย แผนการซ้อมอพยพผู้ใช้อาคาร แผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาคาร และแผนการบริหารจัดการของผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อให้ทุกฝ่ายพร้อมรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง อาคาร 9 ประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจสอบ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้มีการกำหนดอาคาร 9 ประเภทที่ต้องผ่านการตรวจสอบอาคารตามกฎหมายเป็นประจำทุกปี ได้แก่ โดยกลุ่มคอนโดมิเนียมที่เป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นทำเลสำหรับเช่าคอนโดสุขุมวิท คอนโดอ่อนนุช หรือคอนโดติดรถไฟฟ้า ต่างๆ ควรได้รับการตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน บริการตรวจสอบอาคารจากทัช พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อทราบถึงความสำคัญและขอบเขตของการตรวจสอบอาคารแล้ว การเลือกผู้ให้บริการตรวจสอบอาคารที่มีความน่าเชื่อถือก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยพลัสฯ ได้ร่วมมือกับ “ทัช พร็อพเพอร์ตี้” บริษัทในเครือที่เชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมอาคารและการตรวจสอบอาคารครบวงจรมากว่า 17 ปี พร้อมประสบการณ์ตรวจสอบอาคารมาแล้วกว่า 5 ล้านตารางเมตร เพื่อมอบบริการตรวจสอบอาคารที่ครอบคลุมทุกมิติให้กับเจ้าของอาคารและนิติบุคคล ทำไมต้องเลือก PLUS และ TOUCH การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอ…

รวม 16 คอนโดใกล้มหาลัยฯ ถูกใจนักศึกษาและวัยทำงาน

การตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยในวัยเรียนหรือช่วงเริ่มต้นทำงาน ถือเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่สำคัญ โดยเฉพาะการเลือกพักอาศัยในคอนโดใกล้มหาลัย ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละวันแล้ว คอนโดใกล้มหาลัยยังมอบความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในบทความนี้ พลัสฯ จึงได้รวบรวม 16 โครงการคอนโดใกล้มหาลัยฯ คุณภาพครอบคลุม 6 ทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครอง นักศึกษา คนทำงานด้านการศึกษา รวมถึงนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโอกาสปล่อยเช่าในย่านสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ คอนโดใกล้มหาลัยฯ จุฬา ที่น่าสนใจ ย่านใจกลางเมืองอย่างปทุมวัน สามย่าน และราชเทวี ถือเป็นศูนย์กลางที่แวดล้อมด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สยามสแควร์ และศูนย์การค้าชั้นนำโดยรอบ การเลือกคอนโดย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตเหนือระดับ พร้อมสะดวกด้วยขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างรวดเร็ว 1. แอชตัน จุฬา-สีลม (Ashton Chula-Silom) คอนโดใกล้มหาลัยฯ จุฬาฯ ระดับลักชัวรีที่มาพร้อมกับอาคาร High Rise 56 ชั้น บนทำเลใจกลางสามย่าน เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT เชื่อมต่อทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและย่านธุรกิจโดยรอบ โดดเด่นด้วยดีไซน์กระจกแบบ Curved Facade ที่ดูเรียบหรู ล้ำสมัย พร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาด 2 ชั้นที่ครบครัน ตอบโจทย์การเป็นคอนโดใกล้มหาลัยสำหรับทั้งนักศึกษาและคนทำงาน ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 34.0 ตารางเมตร คลิก 2. เดอะ ไลน์ ราชเทวี (The Line Ratchethewi) คอนโดใกล้มหาลัยฯ จุฬาฯ บนทำเลราชเทวี ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS เชื่อมต่อทั้งย่านประตูน้ำ พญาไท สยาม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดดเด่นด้วยอาคารสูง 38 ชั้น ตกแต่งภายนอกด้วยโทนสีดำ-ทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ จัดเต็มทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและรูปแบบห้องพักที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เงียบสงบแต่ใกล้ชิดย่านสยาม-ราชเทวี ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 32.62 ตารางเมตร คลิก 3. ไพน์ บาย แสนสิริ (Pyne by Sansiri) คอนโดใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มาพร้อมกับอาคาร High Rise 42 ชั้น และทำเลติดสถานีรถไฟฟ้าหน้าโครงการแบบก้าวเดียวถึง มอบความได้เปรียบสูงสุดในการเดินทาง ตอบโจทย์การพักอาศัยด้วยห้องพักให้มีความโปร่งกว้างขวางเป็นพิเศษ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมที่ครบครัน ในทำเลทองคำในย่านราชเทวี ยูนิตแนะนำ: 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 47.0 ตารางเมตร คลิก คอนโดใกล้ มศว อโศก ที่น่าสนใจ…

ขายคอนโดมือสอง ต้องทำอะไรบ้าง? รวมเคล็ดลับปล่อยห้องไว ได้กำไรดีฉบับมือโปร

ขายคอนโดมือสอง ต้องทำอะไรบ้าง? รวมเคล็ดลับปล่อยห้องไว ได้กำไรดีฉบับมือโปร

การตัดสินใจปล่อยขายคอนโดมือสองนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การแปะประกาศหน้าโครงการหรือโพสต์รูปภาพลงบนอินเทอร์เน็ตแล้วรอให้ผู้ที่สนใจติดต่อเข้ามา เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีห้องคอนโดอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะแข่งขันกับห้องของคุณ หากไม่มีจุดเด่นที่กระตุ้นผู้ซื้อให้สนใจ ห้องคอนโดที่ลงขายก็ยากที่จะมีใครสนใจ ไร้การติดต่อกลับ หรืออาจถูกกดราคาจนกำไรที่คาดหวังไว้หายไปไม่เหลือ เพื่อให้การขายคอนโดมือสองเป็นเรื่องง่ายและตอบโจทย์การลงทุน ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปไขข้อสงสัยว่า การขายคอนโดมือสองต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม การจัดการเอกสารสำคัญทางกฎหมายที่ห้ามตกหล่น ไปจนถึงเทคนิคการต่อรองเพื่อปิดดีลให้สำเร็จลุล่วง ก่อนขายคอนโดมือสอง ต้องเตรียมอะไรบ้าง สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนขายคอนโดมือสอง คือ การเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร โดยเฉพาะโฉนดห้องชุด หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช. 2) ของห้องคอนโดที่จะขายว่ามีข้อมูลต่างๆ ถูกต้องตรงตามชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิ์ขาดในการซื้อขาย พร้อมตรวจสอบภาระผูกพันกับสถาบันการเงินอย่างละเอียด ว่าไม่มีภาระจำนองหรือการติดภาระอื่นๆ รวมถึงการตรวจสอบค่าส่วนกลางค้างชำระและขอใบปลอดหนี้จากนิติบุคคล เพื่อใช้ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่หากขาดไปก็อาจสร้างปัญหาในการขายคอนโดมือสองได้ ห้องที่ดูทรุดโทรมมักทำให้ห้องคอนโดราคาตกลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เจ้าของห้องจึงควรประเมินสภาพห้องและซ่อมแซมจุดบกพร่อง จุดชำรุดเสียหายต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มขายคอนโดมือสอง ไม่ว่าจะเป็นการเช็กการทำงานระบบไฟฟ้าและน้ำประปา  ตรวจสอบจุดรั่วซึมในห้องน้ำและระเบียง รอบแตกร้าวตามผนัง พื้นบวมแตก วอลล์เปเปอร์ลอกหลุด และจุดอื่นๆ เพื่อให้คอนโดของเราอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด สร้างความมั่นใจ ดึงดูดผู้ซื้อ และลดปัญหาการต่อรองจากสภาพห้องที่ทรุดโทรม แม้ว่าห้องคอนโดของเราจะตกแต่งเป็นอย่างดี อยู่ในทำเลทอง และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่หากตั้งราคาหลุดจากความเป็นจริง ก็จะปิดการขายได้ยากยิ่งขึ้น การตั้งราคาขายคอนโดมือสองให้เหมาะสม จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยเริ่มจากการนำข้อมูลราคาประเมินต่อตารางเมตรของกรมธนารักษ์และราคาซื้อขายจริงของห้องคอนโดอื่นๆ ในทำเลและขนาดใกล้เคียงมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อหาช่วงราคาที่เหมาะสมกับห้องของเรา นอกจากราคาตลาดแล้ว การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของคอนโดก็สำคัญไม่แพ้กัน เจ้าของห้องควรพิจารณาว่าใครบ้างที่จะเลือกอยู่ห้องของเรา เช่น ชาวต่างชาติที่ต้องการคอนโดย่านสุขุมวิทที่มีคอมมูนิตีนานาชาติขนาดใหญ่ หรือคนทำงานทั่วไปที่มองหาคอนโดอ่อนนุชในราคาเข้าถึงง่าย เพราะแต่ละกลุ่มต่างมีความต้องการและราคาในใจที่แตกต่างกัน การมองหาจุดสมดุลระหว่างราคาที่คุ้มค่าและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ จะช่วยให้คอนโดมือสองของเราน่าสนใจและปิดการขายได้เร็วยิ่งขึ้น เทคนิคการขายคอนโดให้ได้ราคาดีและปิดการขายไว หนึ่งในวิธีขายคอนโดให้ออกไวและมีประสิทธิภาพ คือ การตกแต่งปรับปรุงห้องพักให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น เช่น การทาสีผนังห้องใหม่ด้วยโทนสีขาว หรือสีเบจที่ช่วยพรางตาให้ห้องดูกว้างขวาง สะอาดตาขึ้น การเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นโทนสีอบอุ่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย รวมถึงการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งให้ดูน่าสนใจ ไม่แออัด ในสไตล์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถจินตนาการถึงการใช้ชีวิตในห้องคอนโดได้ง่ายขึ้น หลังจากที่มีผู้เริ่มสนใจคอนโดแล้ว เทคนิคขั้นต่อไป คือ การเจรจาราคาต่อรองราคาและเงื่อนไขต่างๆ กับผู้ที่สนใจซื้อ เพื่อหาข้อตกลงและปิดการขายคอนโดมือสองตามที่ต้องการ โดยเคล็ดลับของการวางแผนเจรจาต่อรองนั้น มีตั้งแต่การใช้ข้อมูลราคากลางและสถิติราคาขายจริงในอดีตเพื่อสนับสนุนการตั้งราคาของเรา เพื่อให้ผู้ซื้อเห็นถึงความสมเหตุสมผล และโปร่งใส ไม่ได้เป็นการตั้งราคาเผื่อต่อที่สูงจนเกินไป หรือการเลือกใช้การเจรจาแบบ Win-Win เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพอใจกับข้อเสนอ เช่น การเสนอแถมเครื่องใช้ไฟฟ้า สิทธิ์จอดรถ หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญบางชิ้นเพื่อชดเชยกับราคาที่ผู้ซื้อขอต่อรอง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าและช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจปิดการขายได้รวดเร็วขึ้น ทำเลคือสิ่งที่นักลงทุนอสังหาฯ ต่างให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เสมอ หากห้องคอนโดอยู่ในทำเลทองยอดนิยม เช่น ทำเลใกล้แหล่งงาน ใกล้ย่านเศรษฐกิจ หรือเป็นคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสำคัญ เจ้าของห้องก็ควรที่จะชูจุดเด่นสำคัญนี้เป็นหลัก รวมถึงการเดินทางจากคอนโดไปยังแหล่งงานหรือสถานีรถไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ เพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกถึงความคุ้มค่าในทำเลดังกล่าว เลือกช่องทางขายคอนโดมือสองอย่างไรให้ถูกจุด การลงประกาศบนเว็บไซต์หรือในชุมชนออนไลน์ต่างๆ ถือเป็นช่องทางหลักที่จะช่วยให้ผู้คนพบเจอกับประกาศขายของเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งการลงประกาศที่ดีนั้น ควรเลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีจำนวนผู้เข้าใช้งานสูง มีฟีเจอร์เสริมในการดันประกาศ เพื่อให้โพสต์ขายคอนโดมือสองของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น รวมถึงการเลือกใช้คำโปรยที่สะดุดตา เช่นการชูจุดเด่นด้านทำเล ขนาดห้อง สิ่งอำนวยความสะดวก…

ข่าวสารจากพลัสฯ​

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ วาง BCP รับความเสี่ยงพลังงานไฟฟ้า ย้ำ “อาคารต้องพร้อมมากกว่าที่เคย”

ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานในระดับมหภาค การบริหารจัดการอาคารกำลังก้าวสู่ “อีกระดับของความพร้อม” ผ่านการพัฒนาแผนปฏิบัติเพื่อรองรับความต่อเนื่องของอาคาร อย่างเป็นระบบ นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ความเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของพลังงาน รวมถึงภัยพิบัติที่เริ่มเกิดขึ้นในบริบทใหม่ของประเทศไทย ทำให้การเตรียมความพร้อมของอาคารต้องขยับจากการวางแผนเชิงปฏิบัติการ ไปสู่การออกแบบระบบเพื่อรองรับกับความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดกับการดำเนินกิจกรรมของอาคาร “บทบาทของผู้บริหารจัดการอาคาร ครอบคลุมมากกว่าการดูแลความเรียบร้อย ไปสู่การประเมินความเสี่ยงและการวางระบบรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยที่ผ่านมาเราได้มีการเตรียมความพร้อมในมิตินี้มาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงนี้ได้นำมาทบทวนและยกระดับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น เพราะเราไม่ได้ดูแลเพียงทรัพย์สิน แต่รวมถึงความต่อเนื่องของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจภายในอาคารด้วย” ในเชิงปฏิบัติ พลัสฯ ได้นำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) มาพัฒนาในมิติของ “การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า” รองรับกรณีที่อาจมีเหตุเกิดการหยุดการจ่ายกระแสไฟฟ้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ในขั้นวิกฤต (Worst Case Scenario) โดยพิจารณาโครงสร้างการจ่ายไฟฟ้าของอาคาร ทั้งระบบสภาวะปกติ (Normal Load) และในสภาวะระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน (Emergency Load) สำหรับระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน ได้ถูกออกแบบให้รองรับระบบสำคัญของอาคาร ที่เกี่ยวข้องข้องกับความปลอดภัยและจำเป็นต่อการใช้งานอาคาร อาทิ ระบบแสงสว่างพื้นฐาน ลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบรักษาความปลอดภัย เช่น CCTV และ Access Control รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้ง Data Center และระบบ IT เพื่อให้สามารถรักษาการทำงานของระบบที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการโหลดไฟฟ้า (Load Management) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการใช้พลังงานในสถานการณ์จำกัด ช่วยให้อาคารสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด วางแผนครอบคลุมทั้ง On-site และ Backup Site แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการเตรียมความพร้อมในพื้นที่อาคาร (On-site) และการจัดเตรียมพื้นที่สำรอง (Backup Site) โดยมีการสำรวจความพร้อมเชิงลึกในหลายมิติ ได้แก่ การมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ความสามารถในการจ่ายไฟในแต่ละช่วงเวลา ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนการระบุระบบและพื้นที่สำคัญที่ต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก เพื่อให้สามารถใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการและปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ และรองรับกรณีที่เหตุการณ์ยืดเยื้อออกไป บริหาร 3 ระยะ “ก่อน–ระหว่าง–หลัง” เน้นใช้ได้จริง ทั้งนี้ แผน BCP ด้านพลังงานไฟฟ้า ถูกออกแบบให้สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ นายภคิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “หัวใจสำคัญของแผนนี้คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการจ่ายไฟฟ้าและเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างถูกต้อง โดยเน้นการติดตามและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราให้ความสำคัญ คือการพัฒนาแผนให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารให้มีความพร้อมในทุกสถานการณ์” ทั้งนี้ การยกระดับแผน BCP ด้านพลังงาน สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมบริหารจัดการอาคาร ที่ให้ความสำคัญกับ “ความต่อเนื่องของระบบ” ควบคู่กับ…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชูแนวคิดดูแลโครงการ “Pet Welcome” ยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในสังคมเมือง

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ (ในเครือแสนสิริ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เปิดแนวทางดูแลโครงการ Pet Welcome ตอบโจทย์การขยายตัวของกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ในฐานะสมาชิกครอบครัว (Pet Parent) ที่ในปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตแตะระดับกว่า 100,000 ล้านบาท  บริบทนี้ รวมไปถึงแนวทางการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่การอยู่อาศัยไม่ได้ถูกนิยามเพียงแค่พื้นที่พักอาศัย แต่เชื่อมโยงกับรูปแบบชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งคนโสด ครอบครัวเดี่ยว และผู้ที่เลี้ยงสัตว์ในฐานะสมาชิกครอบครัว ซึ่งส่งผลให้ความคาดหวังต่อที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น โดยมองไปถึงคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน โครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบ “Pet Welcome” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ควบคู่กับทำเล ราคา และคุณภาพการบริหารจัดการโครงการ นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “การพัฒนาโครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การออกแบบพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบการบริหารจัดการการอยู่อาศัยที่สามารถรองรับความหลากหลายของผู้อยู่อาศัยในสังคมเมืองได้อย่างสมดุลด้วย  เราจึงออกแบบบริการให้ครอบคลุมทุกมิติ และตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์และกลุ่มอื่นๆ ในโครงการเดียวกัน โดยครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ สภาพแวดล้อม ระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกัน และคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์” ด้านสภาพแวดล้อม  พลัสฯ เราให้ความสำคัญตั้งแต่การจัดสรรพื้นที่และเส้นทางสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Zone) พื้นที่สีเขียว และการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งาน และเป็นมาตรฐาน Pet-friendly ควบคู่กับการดูแลความสะอาดอย่างเป็นระบบ อาทิ มีจุดบริการถุงเก็บสิ่งปฏิกูล การดูแลสุขอนามัยของพื้นที่ส่วนกลาง และ การกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ด้านระเบียบการอยู่อาศัย  มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบและความเข้าใจร่วมกันในโครงการ อาทิ การใส่สายจูงสัตว์เลี้ยงทุกครั้ง การรักษาความสะอาด เป็นต้น พร้อมทั้งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ เช่น การดูแลพื้นฐานและพฤติกรรมสัตว์เลี้ยง เพื่อสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างเหมาะสมของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เดียวกัน ด้านคอมมูนิตี้คนรักสัตว์  พลัสฯ มุ่งสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยงที่สามารถเติมเต็มความสุขและให้คนรักสัตว์สามารถพาน้องๆ มาทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิ กิจกรรมวิ่งกับสัตว์เลี้ยง เวิร์กชอปตัดชุดสัตว์เลี้ยง และกิจกรรมด้านสุขภาพ เช่น การฉีดวัคซีน และการตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ยังสามารถอยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยจาก LIV-24 ที่ช่วยดูแลความปลอดภัยในโครงการตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ (real-time) โดยสามารถตรวจจับผู้บุกรุก หรือสัตว์อันตรายที่หลุดเข้ามาในบริเวณโครงการได้ พลัสฯ ยังมีระบบลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงในโครงการ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการดูแลและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ในอนาคต พลัสฯ มองว่า Longevity ของสัตว์เลี้ยงเป็นอีกหนึ่งมิติที่มีความสำคัญมากขึ้นในวิถีชีวิตคนเมือง การส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และกิจกรรมลดความเครียด จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบริการในระยะถัดไป “เรามองสัตว์เลี้ยงของลูกค้าเป็นหนึ่งในผู้อยู่อาศัย ดังนั้น เราจึงเรียนรู้ ทำความเข้าใจ รวมถึงอาศัยประสบการณ์ในการดูแลการอยู่อาศัยมากว่า 30 ปี เพื่อคัดสรรสิ่งที่เหมาะสมต่อสัตว์เลี้ยง และนำมาพัฒนาเป็นบริการภายในโครงการให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากที่สุด  พร้อมกันนี้ ก็มองถึงผู้อยู่อาศัยทุกส่วน โดยมุ่งเน้นสร้างสมดุลในการอยู่อาศัย เพื่อให้การใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวกันเป็นไปอย่างลงตัวมากที่สุด”…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยกระดับระบบบำบัดน้ำเสียในอาคารและที่อยู่อาศัย

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร ผนึกความร่วมมือกับคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าตรวจสอบและพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียในโครงการที่อยู่อาศัยและอาคารเชิงพาณิชย์ภายใต้การบริหารจัดการ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ พร้อมยกระดับการจัดการมลภาวะทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “อาคารทุกประเภทไม่ว่าเพื่อการอยู่อาศัยหรือเพื่อการพาณิชย์ ล้วนมีการปล่อยน้ำทิ้งออกจากอาคารสู่สาธารณะ จึงต้องมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งในการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพทิ้งให้เป็นไปตามข้อกำหนด ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคาร ของกรมควบคุมมลพิษ  ด้วยความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและพลัสฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการอาคารให้โครงการต่างๆ จึงได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ ผ่านการวิเคราะห์โดยศูนย์วิจัยและบริการสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม  พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนาแนวทางปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียในอาคาร ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายของบริษัทฯ” ขอบข่ายความร่วมมือ ประกอบด้วย การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้ง โดยห้องปฏิบัติการของคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ การวิเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  รวมไปถึง การเตรียมความพร้อมของบุคลากรที่จะมาทำหน้าที่ “ผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียประจำอาคาร” ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมควบคุมมลพิษ ผ่านการพัฒนาบุคลากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของพลัสฯ พร้อมยกระดับองค์ความรู้สู่มาตรฐานเดียวกันในทุกโครงการ ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการดำเนินงานของพลัสฯ ในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอาคาร โดยนำองค์ความรู้จากภาควิชาการมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานจริง เพื่อให้การควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการอาคารในทุกมิติ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย แต่ยังเป็นการวางรากฐานของมาตรฐานการบริหารจัดการอาคาร ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กับคุณภาพการอยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม บทความที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24 ศูนย์สังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัย หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, คอนโดพระราม 4, ระบบรักษาความปลอดภัย, บ้านหรู, คอนโดหรู

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าบริการ “Luxury Management” ขยายพอร์ตสู่ Branded Residence

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ เดินหน้าต่อยอดบริการ “Luxury Management” รองรับลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ครอบคลุมโครงการระดับลักชัวรีและอัลตร้าลักชัวรี โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด “Local Touch with Global Standard” พร้อมขยายพอร์ตสู่กลุ่ม Branded Residence รับทิศทางตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอสังหาฯ ไทย ขณะเดียวกัน ลูกค้าและนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มมองหาบ้านหลังที่สอง และการอยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีดีมานด์ใหม่จากกลุ่มตะวันออกกลางที่เริ่มเข้ามาในตลาดระดับอัลตร้าลักชัวรี ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพโครงการ ทำเล และความคุ้มค่าในการลงทุน ควบคู่กับประสบการณ์การอยู่อาศัยในระยะยาว  ในปีนี้ พลัสฯ จึงมุ่งยกระดับบริการ Luxury Management ผ่าน “4 Core Strategies of Luxury Management” เพื่อดูแลการอยู่อาศัยครบทุกมิติ และสามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม ทั้งไทยและต่างชาติ 1. รุกขยายพอร์ตสู่โครงการ Branded Residence  โดยต่อยอดจากประสบการณ์ดูแลโครงการระดับพรีเมียมกว่า 30 ปี ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรผ่านสถาบัน “Plus Eduplex” ที่มีหลักสูตรด้าน Branded Residence โดยเฉพาะ ออกแบบร่วมกับสถาบันด้าน hospitality ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การบริการเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสอดรับกับความคาดหวังของลูกค้าจากทั่วโลก 2. ออกแบบบริการให้เหมาะกับ Diversity ของผู้อยู่อาศัย  บริการถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความหลากหลายของผู้อยู่อาศัย ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยคำนึงถึงบริบทของแต่ละโครงการ ไม่ใช่การใช้โมเดลเดียวกันทั้งหมด พร้อมสร้างสมดุลระหว่าง “ความเป็นส่วนตัว” และ “การมีส่วนร่วมในคอมมูนิตี้” อย่างลงตัว ผ่านการบริหารจัดการและการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละโครงการ เพื่อการอยู่อาศัยที่ลงตัวสำหรับทุกคน 3. อยู่อาศัยอย่างปลอดภัยด้วย Smart Tech จาก LIV-24  ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ เช่น ผู้บุกรุกหรือสัตว์อันตราย พร้อมแจ้งเตือนทันที ขณะเดียวกัน ยังมีระบบติดตามและดูแลสาธารณูปโภคหลัก ทั้งไฟฟ้า น้ำ และลิฟต์โดยสาร ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุขัดข้อง และทำให้การอยู่อาศัยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น 4. เสริมแกร่ง “Plus Concierge” ตัวช่วยด้านการอยู่อาศัยแบบครบจบที่เดียว  ไม่ว่าจะเป็น บริการแม่บ้าน ทำสวน ดูแลสระว่ายน้ำ ดูแลทรัพย์สินมูลค่าสูง การพ่นฆ่าเชื้อเฟอร์นิเจอร์ โดยคัดเลือกพาร์ทเนอร์คุณภาพมาให้พร้อมใช้งาน ลูกบ้านสามารถจองบริการได้ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ ไม่ต้องเสียเวลาหาผู้ให้บริการเอง  พร้อมกันนี้ยังมีแพ็กเกจดูแลบ้านแบบรายปี ที่ช่วยวางแผนให้ครบว่าบ้านควรตรวจเช็กหรือบำรุงรักษาอะไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา ช่วยลดภาระการดูแลบ้าน และมั่นใจได้ว่าทุกอย่างจะถูกจัดการอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของจะไม่ได้อยู่บ้าน พร้อมกันนี้ ยังวางแผนปั้น “MR. & MS.…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแผนธุรกิจ ‘บริหารอาคาร’ ปี 69 มุ่งขยายฐานลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร เปิดแผนธุรกิจบริหารอาคารเชิงพาณิชย์ (Facility Management) ปี 2569 เดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอาคาร เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลอาคารให้ครอบคลุมทั้งการบริหารงาน การดูแลทรัพย์สิน และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมศักยภาพการแข่งขันของทรัพย์สินในระยะยาว ปัจจุบัน พลัสฯ ให้บริการบริหารจัดการอาคารสำนักงานและอาคารเชิงพาณิชย์หลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยดูแลอาคารสำนักงานและอาคารเชิงพาณิชย์กว่า 38 โครงการ บนพื้นที่รวมกว่า 2 ล้านตารางเมตร สะท้อนถึงประสบการณ์ในการดูแลทรัพย์สินที่มีลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันอาคารสำนักงานและโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันของอาคารสูงขึ้น เจ้าของอาคารจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอาคารอย่างมืออาชีพมากขึ้น เพื่อดูแลทั้งระบบอาคาร การใช้พื้นที่ และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของทรัพย์สินในระยะยาว พลัสฯ จึงมุ่งพัฒนาธุรกิจ Facility Management ให้สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริหารอาคารเข้ากับเทคโนโลยี เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการ เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลอาคาร และสนับสนุนการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ Facility Management ของพลัสฯ 1. ขยายบริการสู่กลุ่มอาคารเฉพาะทาง (Specialized Facilities) มุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอาคารเฉพาะทาง เช่น ศูนย์วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ หรืออาคารสำหรับกิจกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ มีการออกแบบชุดการปฏิบัติในการให้บริการที่แตกต่างจากอาคารทั่วไป  โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับความไว้วางใจให้บริหาร “ศูนย์นันทสิปปาคาร” แลนด์มาร์คด้านศิลปะวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัดน่าน และในปีนี้เตรียมเดินหน้าขยายบริการสู่กลุ่มอาคารประเภทดังกล่าวมากขึ้น พร้อมพัฒนารูปแบบการบริการให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานของอาคารแต่ละประเภท 2. เสริมแกร่ง Ecosystem บริการ Facility Management แบบครบวงจร เดินหน้าพัฒนา Ecosystem ของบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารงานปฏิบัติการ ระบบอาคารและงานวิศวกรรม งานซ่อมบำรุง ไปจนถึงบริการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อให้เจ้าของทรัพย์สินสามารถดูแลอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยผสานความเชี่ยวชาญของบริการในเครือ  เช่น Touch Property ที่ให้บริการด้านระบบวิศวกรรมอาคาร รวมถึงโซลูชัน Smart Tech จาก LIV-24 เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอาคารให้ครบวงจรและตอบโจทย์การใช้งานจริง 3. ยกระดับการบริหารอาคารด้วยเทคโนโลยี (Technology-driven Facility Management) นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร เพื่อให้การดูแลอาคารมีความแม่นยำ รวดเร็ว และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยมีระบบ BOS (Building Operation System) สำหรับติดตามและบริหารงานปฏิบัติการอาคาร จัดเก็บข้อมูลของอาคารเพื่อนำไปวิเคราะห์ประผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก LIV-24 ที่ช่วยสนับสนุนการดูแลอาคารตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ พลัสฯ ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพของทรัพย์สินผ่านการบริหารจัดการอาคารเชิงรุก เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาคาร โดยครอบคลุมทั้งการดูแล ปรับปรุง…

วิกฤตพลังงานโลก: Property Management กับโจทย์ใหม่ของการบริหารพลังงานในอาคารและที่อยู่อาศัย

ความผันผวนของพลังงานกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกเผชิญความไม่แน่นอน ทำให้ราคาพลังงานมีความผันผวน และหลายประเทศต้องเริ่มวางแผนรับมือกับความเสี่ยงด้านความเพียงพอของพลังงาน การจัดการและวางแผนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ โดยภาครัฐเองก็มีการขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานมากขึ้น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้ให้บริการด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย มองว่าบทบาทในการดูแลอาคารมีส่วนสำคัญต่อการบริหารจัดการพลังงานของเมือง เนื่องจากอาคารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน หรือโครงการเชิงพาณิชย์ ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเมือง  และในอีกมิติหนึ่ง อาคารยังเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ผ่านระบบวิศวกรรมต่าง ๆ ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ระบบลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ หรือระบบระบายอากาศในพื้นที่จอดรถ ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ Property Management จึงมีความสำคัญในการดูแลระบบอาคาร และช่วยบริหารการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวน นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การใช้พลังงานในอาคารที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้อยู่อาศัย ซึ่งฝ่ายบริหารจัดการสามารถมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้  เช่น การจัดตารางเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าและแสงสว่างในพื้นที่ส่วนกลางให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง การดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 1–2 องศาเซลเซียส ตลอดจนการสื่อสารและขอความร่วมมือจากลูกบ้านให้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ความร่วมมือของผู้อยู่อาศัยถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานของอาคารเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การให้ข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน รวมถึงการสื่อสารกับลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงพลังที่รวมกันจนกลายเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกที่ยั่งยืนมากขึึ้นทุกวัน นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากการบริหารที่อยู่อาศัย พลัสฯ ยังดำเนินธุรกิจ Facility Management ดูแลอาคารหลากหลายประเภท ซึ่งอาคารเชิงพาณิชย์และอาคารขนาดใหญ่อาจมีการใช้พลังงานในระดับสูง ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถช่วยลดภาระการใช้พลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมผ่านแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) ถือเป็นอีกแนวทางสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่อาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน แม้ในขณะนี้ประเมินว่าผลกระทบอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่อาคารควรเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ พร้อมมีแผนรองรับเพื่อให้ระบบสำคัญสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การวางแผน BCP สำหรับอาคารอาจครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมระบบสำรองสำหรับระบบที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยและการอยู่อาศัยหรือการใช้งานอาคาร เช่น ระบบไฟฟ้าสำรอง ลิฟต์ ระบบสื่อสาร หรือระบบรักษาความปลอดภัย การกำหนดลำดับความสำคัญของระบบต่าง ๆ ภายในอาคาร ตลอดจนแนวทางบริหารจัดการพลังงานในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน “อาคารในปัจจุบันมีระบบจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ดังนั้นการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้อาคารสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคารให้ได้มากที่สุด” นายภคิน กล่าว ในโลกที่พลังงานกำลังเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เป็นเพียงการดูแลสถานที่หรือให้บริการผู้อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้อาคารและเมืองสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับความผันผวนของพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบพลังงานระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยแต่ละฝ่ายสามารถเริ่มต้นจากบทบาทของตนเอง พร้อมพิจารณาว่าจะต่อยอดหรือขยายผลไปสู่ส่วนอื่น ๆ ได้อย่างไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้าง การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยให้อาคารสามารถปรับตัวต่อความผันผวนของพลังงานได้อย่างเหมาะสม…