ข่าวสารและบทความ

อัปเดตเทรนด์ ข่าวสารและบทวิเคราะห์ใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับวงการอสังหาริมทรัพย์
วิเคราะห์และเจาะลึกโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บทความล่าสุด

Filter Articles TH

การตรวจสอบอาคารคืออะไร รู้สัญญาณเตือนล่วงหน้าและวิธีเลือกบริษัทตรวจสอบ

สำหรับเจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลบางท่าน “การตรวจสอบอาคาร” อาจเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปัญหาโครงสร้างเล็กๆ ค่อยๆ ลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ หรือร้ายแรงจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานโดยตรง เพราะในความเป็นจริงแล้ว การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการใช้งานอาคาร โดยเฉพาะในคอนโดมือสองหรืออาคารที่ผ่านการใช้งานมานาน ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าอาคารที่สร้างใหม่ไม่น้อย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบอาคาร ตั้งแต่สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ขอบเขตของงานตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงแนะนำบริการตรวจสอบอาคารจากทัช พร็อพเพอร์ตี้ ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของอาคารและนิติบุคคลอย่างครบวงจร สัญญาณเตือนที่บอกว่าควรตรวจสอบโครงสร้างอาคารเก่าโดยด่วน การสังเกตสัญญาณเตือนทางกายภาพต่างๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบและรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยมีสัญญาณเตือนที่สำคัญดังนี้ รอยร้าวและการทรุดตัว ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค การละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่เพียงส่งผลต่อสภาพอาคารเท่านั้น แต่ยังเพื่อความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และส่งผลเสียต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาวได้อีกด้วย ดังนั้น การหมั่นสังเกตและตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของอาคารทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อประเมินความเสี่ยง พร้อมวางแผนการตรวจสอบและซ่อมแซมแก้ไขอย่างทันท่วงที การตรวจสอบอาคาร ตรวจอะไรบ้าง เจาะลึกขอบเขตงานที่สำคัญ หากมีคำถามว่าการตรวจสอบอาคารนั้นครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ทวิ ได้กำหนดขอบเขตของงานตรวจสอบไว้อย่างชัดเจน โดยสามารถสรุปออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้ 1. ความมั่นคงของโครงสร้าง การตรวจสอบอาคารในด้านแรก คือ การประเมินความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร ทั้งสภาพความสมบูรณ์ของโครงสร้างหลัก การต่อเติมดัดแปลงหรือปรับปรุงสภาพอาคารที่อาจส่งผลต่อการรับน้ำหนัก รวมถึงตรวจหาความชำรุดสึกหรอต่างๆ เพื่อประเมินว่าอาคารยังสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 2. ระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ประกอบของอาคาร จะเน้นประเมินความสามารถในการทำงานของระบบต่างๆ และการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ 3. สมรรถนะของระบบและอุปกรณ์ของอาคารเพื่ออพยพผู้ใช้อาคาร การประเมินสมรรถนะของบันไดหนีไฟ ทางหนีไฟ เครื่องหมายและไฟป้ายทางออกฉุกเฉิน รวมถึงระบบแจ้งสัญญาณเตือนภัยว่าสามารถใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ใช้อาคารสามารถอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 4. ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยในอาคาร การตรวจสอบอาคารยังครอบคลุมไปถึงแผนบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ได้แก่ แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย แผนการซ้อมอพยพผู้ใช้อาคาร แผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาคาร และแผนการบริหารจัดการของผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อให้ทุกฝ่ายพร้อมรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง อาคาร 9 ประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจสอบ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้มีการกำหนดอาคาร 9 ประเภทที่ต้องผ่านการตรวจสอบอาคารตามกฎหมายเป็นประจำทุกปี ได้แก่ โดยกลุ่มคอนโดมิเนียมที่เป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นทำเลสำหรับเช่าคอนโดสุขุมวิท คอนโดอ่อนนุช หรือคอนโดติดรถไฟฟ้า ต่างๆ ควรได้รับการตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน บริการตรวจสอบอาคารจากทัช พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อทราบถึงความสำคัญและขอบเขตของการตรวจสอบอาคารแล้ว การเลือกผู้ให้บริการตรวจสอบอาคารที่มีความน่าเชื่อถือก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยพลัสฯ ได้ร่วมมือกับ “ทัช พร็อพเพอร์ตี้” บริษัทในเครือที่เชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมอาคารและการตรวจสอบอาคารครบวงจรมากว่า 17 ปี พร้อมประสบการณ์ตรวจสอบอาคารมาแล้วกว่า 5 ล้านตารางเมตร เพื่อมอบบริการตรวจสอบอาคารที่ครอบคลุมทุกมิติให้กับเจ้าของอาคารและนิติบุคคล ทำไมต้องเลือก PLUS และ TOUCH การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอ…

ตรวจสอบอาคาร vs บำรุงรักษาอาคาร ต่างกันอย่างไร

ไขข้อสงสัย ตรวจสอบอาคาร vs บำรุงรักษาอาคาร ต่างกันอย่างไร?

สำหรับเจ้าของอาคาร นิติบุคคล รวมถึงผู้อยู่อาศัยในคอนโดต่างๆ น่าจะคุ้นชินกับคำว่า “การซ่อมบำรุงอาคาร” กันดี แต่บางคนอาจยังสับสนเรื่องการบำรุงรักษาอาคาร กับการตรวจสอบอาคารว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ หรือมีความสำคัญอย่างไรบ้าง การทำความเข้าใจระหว่างการตรวจสอบอาคาร vs บำรุงรักษาอาคารจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเกิดเข้าใจผิดขึ้นมา อาจนำไปสู่ปัญหาหลายประการ ตั้งแต่อาคารที่อาจเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ปัญหาด้านกฎหมายจากการละเลย ไปจนถึงความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาไปไขข้อสงสัยว่าระหว่างการตรวจสอบอาคาร vs บำรุงรักษาอาคาร ทั้งสองคำมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างไร พร้อมเจาะลึกว่าทำไมอาคารที่ดี มีมาตรฐานระดับสากล จึงขาดฟันเฟืองใดฟันเฟืองหนึ่งไปไม่ได้เลย การตรวจสอบอาคารคืออะไร? การตรวจสอบอาคาร คือ การประเมินสภาพอาคารและทดสอบการทำงานของระบบต่างๆ โดยวิศวกรหรือสถาปนิกที่ได้รับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยอาคารว่าสามารถรองรับการอยู่อาศัย หรือการใช้งานของคนจำนวนมากได้โดยไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพประจำปีให้กับอาคาร ทำไมต้องตรวจสอบอาคาร? เหตุผลสำคัญที่สุดของการตรวจสอบอาคาร คือ “ข้อบังคับตามกฎหมาย” ที่เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลที่ดูแลต้องปฏิบัติตาม ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (มาตรา 32 ทวิ) ที่กำหนดให้อาคาร 9 ประเภท (เช่น อาคารสูง, อาคารขนาดใหญ่พิเศษ, อาคารชุมนุมคน ฯลฯ) ต้องจัดให้มีการตรวจสอบอาคาร หากเจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลละเลยไม่ดำเนินการ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง นอกจากนี้ หากไม่มีใบรับรองการตรวจสอบอาคาร (ร.๑) เมื่อเกิดอุบัติภัยขึ้น บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ ทำให้การตรวจสอบอาคารเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง การตรวจสอบอาคาร ตรวจตรงไหนบ้าง? การตรวจสอบอาคารมีส่วนสำคัญที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ดังนี้ โดยหลังจากการตรวจสอบอาคาร ผู้ตรวจสอบจะจัดทำรายงานเพื่อสรุปผลการตรวจ ตั้งแต่สภาพอาคาร ปัญหาที่พบเจอ และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลดำเนินการแก้ไขและบำรุงรักษาอาคารต่อไป รวมถึงนำส่งรายงานให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อพิจารณาออกใบรับรอง ร.๑ ต่อไป ความถี่ในการตรวจสอบอาคาร การตรวจสอบอาคารจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  การตรวจสอบอาคารจำเป็นต้องทำโดยบุคคลภายนอก หรือวิศวกรและบริษัทผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับอนุญาต หรือขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเท่านั้น การบำรุงรักษาอาคารคืออะไร การบำรุงรักษาอาคาร คือ การดูแลรักษา ป้องกัน และซ่อมแซมชิ้นส่วนหรือระบบต่างๆ ภายในอาคารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ เป็นการกระทำอย่างต่อเนื่องโดยทีมช่างประจำอาคาร หรือบริษัทบริหารจัดการนิติบุคคล โดยหากเปรียบการตรวจสอบอาคารเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี การบำรุงรักษาอาคารก็เปรียบเสมือนการออกกำลังกาย และการดูแลตัวเอง ทำไมต้องบำรุงรักษาอาคาร? การบำรุงรักษาอาคารมีเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ อาคารและเครื่องจักรต่างๆ ป้องกันไม่ให้เกิดการชำรุดก่อนเวลาอันควร เช่น แอร์ไม่เย็น น้ำรั่วซึม หรือลิฟต์โดยสารค้าง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมใหญ่ และการทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้อาคารได้รับความสะดวกสบายสูงสุด บำรุงรักษาตรงไหนบ้าง? การบำรุงรักษาอาคารเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องตามแผนบำรุงรักษาของอาคาร โดยครอบคลุมหลายส่วนสำคัญของอาคาร เช่น ความถี่ในการบำรุงรักษาอาคาร…

รวมแนวทางตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้น ต้องเช็กอะไรบ้าง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวการเกิดแผ่นดินไหวเริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ประเทศเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวยังส่งผลกระทบชัดเจนมาถึงประเทศไทย ทำให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้รับความเสียหายรุนแรง จนสร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโดติดรถไฟฟ้า ผู้เช่าคอนโดสุขุมวิทใจกลางเมือง หรือผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมือสองในย่านต่างๆ การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าที่อาคารนั้นๆ ยังคงมีความแข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ในบทความนี้ พลัสฯ ได้รวบรวมคู่มือตรวจสอบอาคารหลัง แผ่นดินไหวฉบับเข้าใจง่าย พร้อม Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที ทำไมต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว? เนื่องจากแผ่นดินไหวสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้อาคารเกิดการโยกตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งโครงสร้างหลักและส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารจนเกิดความเสียหาย ตั้งแต่รอยร้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิวฉาบ ไปจนถึงความเสียหายรุนแรงต่อเสาและคาน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อาคารแต่ละประเภทก็จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น บ้านพักอาศัย: สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม ความเสียหายมักปรากฏให้เห็นที่ผนัง รั้ว หรือส่วนต่อเติมที่อาจมีการทรุดตัวแยกออกจากตัวบ้านหลัก อาคารสูงและคอนโดมิเนียม: อาคารเหล่านี้มักมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับแรงลมและแรงสั่นสะเทือน แต่หากการสั่นไหวรุนแรงเกินพิกัด ก็อาจเกิดรอยร้าวที่รอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้าง หรือความเสียหายต่อระบบภายในอาคารได้ แม้ว่ารอยแตกร้าวตามอาคารจะสร้างความกังวลให้กับผู้อยู่อาศัย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ความเสียหายที่มองไม่เห็น” เช่น รอยร้าวในคานที่อยู่เหนือฝ้าเพดาน หรือระบบท่อที่อาจรั่วซึมอยู่ภายในผนัง ที่หากปล่อยไว้ก็สามารถสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น การตรวจสอบโครงสร้างอาคารหลังแผ่นดินไหวจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียดและครอบคลุมทั้งภายนอกและภายใน Checklist ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเอง หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสงบลง และแน่ใจว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรเริ่มทำการสำรวจอาคารทันที โดยสามารถใช้ Checklist เบื้องต้นในการตรวจสอบดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบความดิ่ง-ฉากของอาคาร ขั้นตอนการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวด้วยตัวเองอันดับแรก คือการตรวจสอบภาพรวมว่าอาคารมีการทรุดตัวหรือเอียงไปจากเดิมหรือไม่ โดยลองสังเกตด้วยตาเปล่าว่าเสา ผนัง ฝ้า คาน ยังตั้งฉากกับพื้นดิน หรือขนานกับอาคารข้างเคียงหรือไม่ หรืออาจนำลูกแก้ว ลูกบอลมาวางบนพื้น แล้วสังเกตว่าลูกบอลกลิ้งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจนหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความลาดเอียงของพื้นจากการทรุดตัว 2. ตรวจสอบสภาพรอยร้าว แม้ว่ารอยร้าวตัวอาคารจะดูเป็นเรื่องที่อันตราย แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป เช่น รอยแตกลายงาเล็กๆ บนผิวปูนฉาบ หรือรอยร้าวแนวดิ่งบริเวณขอบวงกบประตูหน้าต่าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างหลัก การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวเบื้องต้นจึงควรสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนเสา คาน หรือผนังรับน้ำหนักเป็นหลัก โดยเฉพาะรอยร้าวในลักษณะเอียงเฉียงๆ ทำมุมประมาณ 45 องศา และรอยร้าวที่มีการแยกออกกันอย่างชัดเจนจนเห็นโครงสร้างภายใน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอาคารทรุดตัวและโครงสร้างเสียหาย 3. จดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลควรจดบันทึกผลการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว ทั้งจุดที่พบความเสียหาย รูปถ่าย ตำแหน่งและวันที่ตรวจ เพื่อใช้เปรียบเทียบในอนาคต หรือใช้เป็นข้อมูลส่งต่อให้กับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญต่อไป การตรวจสอบระบบภายในอาคารหลังแผ่นดินไหว นอกเหนือจากโครงสร้างหลักแล้ว งานระบบประกอบอาคารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันอันตรายจากเหตุไฟไหม้ น้ำท่วมขัง หรือก๊าซระเบิดในอนาคต โดยมีระบบภายในที่ต้องตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทั้งหมด 4 ระบบหลัก ได้แก่ 1. ระบบท่อประปาและสุขาภิบาล…

ทำไมต้องตรวจสอบอาคาร ทำความรู้จักข้อกฎหมายและวิธีการเลือกบริษัทตรวจสอบ

ในยุคที่อาคารสูงและอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดติดรถไฟฟ้า และคอนโดมือสองที่มีอยู่มากมายในย่านต่างๆ ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเช่าคอนโดสุขุมวิท หรือแม้แต่พื้นที่บ้านกรุงเทพกรีฑา และบ้านบางนาต่างก็มีอาคารจำนวนมากที่ต้องการการดูแลและตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งอาคารและผู้อยู่อาศัย เพราะการละเลยการตรวจสอบอาคารอย่างเป็นระบบอาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรง เช่น โครงสร้างอาคารที่ชำรุดทรุดโทรม อาคารถล่ม อัคคีภัย หรือระบบสาธารณูปโภคที่เสียหาย ใช้งานไม่ได้ และทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ การตรวจสอบอาคารอย่างสม่ำเสมอช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของผู้พักอาศัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวจากการซ่อมแซมที่ทันท่วงทีก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โต แล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลได้รับบทลงโทษทางกฎหมาย ในบทความนี้ พลัสฯ จึงอยากพาทุกท่านมาทำความเข้าใจ ว่าทำไมจึงต้องตรวจสอบอาคารของตนเอง การตรวจสอบอาคารมีข้อกำหนดอย่างไรที่ควรทราบ และวิธีการเลือกบริษัทตรวจสอบที่เหมาะสม กฎหมายและข้อกำหนดการตรวจสอบอาคาร เจ้าของอาคารจะต้องตรวจสอบอาคารตามกฎหมายตรวจสอบอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2543) มาตรา 32 ทวิ ที่กำหนดให้เจ้าของอาคารสูง อาคารชุมนุมคน และอาคารอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องมีการตรวจสภาพอาคาร โครงสร้าง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ ระบบปรับอากาศ และระบบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการป้องกันภัยอันตรายและความปลอดภัยที่สามารถส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยเจ้าของอาคารจะต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารในด้านวิศวกรรมหรือด้านสถาปัตยกรรม มาทำการตรวจสอบอาคารตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด และรายงานผลการตรวจต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ โดยมีข้อกำหนดคร่าวๆ ดังนี้ ข้อกำหนดการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย ตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร กำหนดให้มีการตรวจอาคารทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ การตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่: เป็นการตรวจสอบอาคารที่ต้องจัดทำทุกๆ 5 ปี เป็นการตรวจสอบโครงสร้างและระบบทุกระบบภายในอาคารอย่างครอบคลุม ผู้ตรวจสอบจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการตรวจบำรุงอาคารและอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมคู่มือให้กับเจ้าของอาคาร รวมถึงแผนการตรวจสอบอาคารประจำปีและแนวทางการตรวจสอบต่างๆ การตรวจสอบอาคารประจำปี: เป็นการตรวจสอบอาคารที่ต้องจัดทำทุกปี ตามแผนที่ผู้ตรวจสอบได้จัดทำไว้ในการตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบสภาพอาคารและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน ใช้งานหรือก่อสร้างอาคารโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะต้องระวางโทษดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปรับเงินอีก วันละ 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายและรับประกันความปลอดภัยของผู้ใช้งานอาคาร การเลือกใช้บริการบริษัทตรวจสอบอาคารที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เจ้าของอาคารมั่นใจได้ว่าอาคารของตนมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยต่อการใช้งาน และเป็นไปตามกฎหมายตรวจสอบอาคารทุกประการ อาคาร 9 ประเภทที่ต้องตรวจสอบ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้อาคาร 9 ประเภทนี้ ได้รับการตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1. อาคารสูง ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป 2. อาคารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ มีพื้นที่ใช้สอย 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า 3. อาคารที่เป็นชุมนุมคน มีพื้นที่ใช้สอย…

ระบบปรับอากาศภายในอาคารมีกี่แบบ ทำงานอย่างไรบ้าง

ระบบปรับอากาศภายในอาคารถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกประเภทอาคาร ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กใหญ่ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่อาคารที่พักอาศัยอย่างคอนโดติดรถไฟฟ้า คอนโดอ่อนนุช คอนโดมือสอง หรือบ้านกรุงเทพกรีฑาที่กำลังได้รับความนิยมก็ตาม เพราะสำหรับคนทั่วไปแล้ว การปรับอากาศหมายถึงการทำให้เกิดความเย็นสบายเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความหมายของระบบปรับอากาศได้ขยายขอบเขตกว้างขึ้น ครอบคลุมถึงการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพอากาศ และการระบายอากาศที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ห้องปรับอากาศที่ออกแบบมาอย่างดียังช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น การเจริญเติบโตของเชื้อรา การสะสมของฝุ่นละออง และสารปนเปื้อนในอากาศที่อาจส่งผลเสียต่อผู้ใช้งานด้วย ในบทความนี้ พลัสฯ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบปรับอากาศภายในอาคารทุกรูปแบบ ตั้งแต่หลักการทำงานพื้นฐาน ประเภทของระบบต่างๆ รวมถึงมาตรฐานการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ วสท. ที่ควรทราบ เทคโนโลยีและแนวโน้มในอนาคตของระบบปรับอากาศภายในอาคาร เพื่อให้ทุกท่านสามารถเลือกและออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการของตนเอง ระบบปรับอากาศในอาคารคืออะไร หลายคนอาจเข้าใจว่าระบบปรับอากาศในอาคารนั้นไม่ต่างจากเครื่องแอร์ธรรมดาๆ แต่จริงๆ แล้วระบบปรับอากาศในอาคาร (Building Air Conditioning System) คือ ระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและปรับปรุงสภาพอากาศภายในอาคารให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยครอบคลุม 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อุณหภูมิ ที่ทำให้รู้สึกสบายตัวไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ความชื้น ที่ช่วยป้องกันอากาศแห้งหรือชื้นจนเกินไป คุณภาพอากาศ ที่กรองฝุ่น ควัน และสารปนเปื้อนต่างๆ และการไหลเวียนของอากาศ ที่ทำให้อากาศสดชื่น ปลอดโปร่งตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้ระบบในอาคารแตกต่างจากแอร์บ้านธรรมดาคือขนาดและความซับซ้อน ระบบปรับอากาศมีอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา เพราะระบบปรับอากาศภายในอาคารจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งและวางระบบต่างๆ ต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก และต้องสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งความสบายและความคุ้มค่าของเจ้าของสถานที่ วัตถุประสงค์หลักของระบบปรับอากาศภายในอาคารจึงไม่ได้มีแค่ความเย็นสบายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน หรือการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสินค้าและผู้ใช้งาน รวมถึงการป้องกันปัญหาสุขภาพจากมลพิษต่างๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมระบบปรับอากาศในอาคารจึงต้องการการออกแบบ การติดตั้ง และการดูแลรักษาอย่างละเอียด และซับซ้อนกว่าระบบแอร์ทั่วไป องค์ประกอบหลักที่ทำให้ระบบปรับอากาศภายในอาคารทำงาน แอร์ประกอบด้วยอะไรบ้างในระบบอาคารขนาดใหญ่ อุปกรณ์ทำความเย็นมีอะไรบ้างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ จะมี 4 ชิ้นหลักในระบบปรับอากาศภายในอาคาร ได้แก่ คอมเพรสเซอร์ (Compressor): ถือเป็นหัวใจหลักของระบบทำความเย็น ทำหน้าที่บีบอัดสารทำความเย็นให้มีความดันและอุณหภูมิสูงขึ้น เพื่อส่งต่อไปยังส่วนอื่นของระบบ และหากไม่มีคอมเพรสเซอร์ ระบบปรับอากาศภายในอาคารของเราก็จะไม่มีอากาศเย็นไหลเวียนได้ และคอมเพรสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยลดการใช้พลังงานในการทำงานได้ไม่น้อย ช่วยให้อาคารลดต้นทุนในการใช้งานระบบปรับอากาศภายในอาคารได้ไม่น้อย คอนเดนเซอร์ (Condenser): ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็นที่ถูกบีบอัดมาจากคอมเพรสเซอร์ โดยเปลี่ยนสถานะจากไอเป็นของเหลว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ระบบปรับอากาศภายในอาคารปล่อยความร้อนออกสู่บรรยากาศภายนอกอาคาร อีวาพอเรเตอร์ (Evaporator) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนจากอากาศภายในอาคาร สารทำความเย็นจะระเหยและเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ กระบวนการระเหยนี้จะดูดความร้อนจากอากาศไปด้วย ทำให้อากาศที่ผ่านเย็นลงและถูกเป่าเข้ามาในแต่ละห้อง วาล์วขยายตัว (Expansion Valve) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลและลดความดันของสารทำความเย็นอย่างแม่นยำ เพื่อให้ระบบปรับอากาศภายในอาคารสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากอุปกรณ์หลักทั้ง 4 ชิ้นแล้ว ระบบปรับอากาศภายในอาคารขนาดใหญ่ยังมีระบบสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ระบบท่อน้ำเย็นที่ใช้ในการขนส่งความเย็น ระบบท่อลมที่กระจายอากาศเย็นไปยังแต่ละพื้นที่ และระบบควบคุมอัตโนมัติ (Building Management System – BMS) ที่ทำหน้าที่มอนิเตอร์และควบคุมการทำงานของระบบทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบปรับอากาศในอาคาร มีกี่แบบ หากถามว่าระบบแอร์มีกี่ประเภทในระบบปรับอากาศในอาคาร จะสามารถจำแนกตามประเภทได้ 2…

ระบบปรับอากาศภายในอาคารคืออะไร ต่างจากแอร์ปกติหรือไม่

หากพูดถึงระบบปรับอากาศ หลายๆ คนน่าจะนึกถึงแอร์ติดผนัง เพราะนอกจากจะมอบความเย็บสบายให้แล้ว ระบบปรับอากาศที่ดี ยังช่วยควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาด และการถ่ายเทอากาศ ระบายกลิ่นออกจากห้องหรืออาคาร ซึ่งนอกจากแอร์ที่ทุกคนรู้จักนั้น ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ระบบปรับอากาศภายในอาคาร” อยู่ด้วย ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า ระบบปรับอากาศภายในอาคารคืออะไร น่าสนใจอย่างไร ทำงานเหมือนแอร์ปกติที่เรารู้จักหรือไม่ และมีระบบปรับอากาศภายในอาคารแบบไหนบ้าง ระบบปรับอากาศภายในอาคารคืออะไร ระบบปรับอากาศภายในอาคาร หรือที่เรียกกันว่าระบบปรับอากาศ HVAC ที่ย่อจากคำว่า Heating (การทำความร้อน) Ventilation (ระบบระบายอากาศ) และ Air Conditioning (ระบบปรับอากาศ) เป็นระบบปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่กว่าแอร์ทั่วไปมาก และมีศักยภาพในการถ่ายเทอากาศที่สูง และทำให้ห้องนั้นๆ มีคุณภาพอากาศตามที่ต้องการ โดยหน้าที่ของระบบปรับอากาศภายในอาคาร คือการทำความเย็นและความร้อนภายในอาคารให้อยู่ในจุดที่ต้องการ รวมถึงการกระจายอากาศให้ถ่ายเทและหมุนเวียนเพื่อรักษาคุณภาพของอากาศ ทั้งจากฝุ่น กลิ่น หรือมลภาวะต่างๆ ภายใน โดยระบบปรับอากาศภายในอาคาร จะเหมาะสำหรับการทำความเย็นหรือควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า, อาคารสำนักงาน ห้องจัดแสดงงาน รวมถึงอาคารที่พักหรือบ้านขนาดใหญ่ ที่ต้องการทำระบบปรับอากาศภายในอาคารแทนที่การติดตั้งแอร์ในแต่ละจุด และอาคารอุตสาหกรรมที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพอาการด้วย ข้อดีของระบบปรับอากาศภายในอาคาร ควบคุมอากาศได้อย่างแม่นยำ: นอกจากจะช่วยทำความเย็นแล้ว ระบบปรับอากาศภายในอาคารยังสามารถช่วยควบคุมสภาพอากาศภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ การควบคุมความชื้น รวมถึงการกรองอากาศภายในอาคารให้สะอาดและทำให้อากาศหมุนเวียนและถ่ายเทอีกด้วย เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่: ระบบปรับอากาศภายใน เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่ อย่างเช่น ระบบปรับอากาศในอาคารสูง ระบบปรับอากาศในงานอุตสาหกรรม ในหอประชุม หรือแม้แต่ในบ้านหลังใหญ่ตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป ระบบปรับอากาศภายในอาคาร ทำงานอย่างไร การทำงานของระบบปรับอากาศภายในอาคาร สามารถแบ่งได้เป็นสามส่วนหลัก ตามชื่อของ HVAC ได้แก่ ระบบทำความร้อน (Heating): เป็นระบบที่ช่วยปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นตามที่เหมาะสม โดยส่วนมากระบบนี้จะทำงานในช่วงฤดูหนาวหรือในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นเป็นหลัก ระบบระบายอากาศ (Ventilation): เป็นระบบที่ทำหน้าที่หมุนเวียนอากาศภายในอาคาร โดยนำอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้ามา แล้วนำอากาศเสียภายในออกไป เพื่อควบคุมและรักษาคุณภาพอากาศให้คงที่อยู่เสมอ ระบบปรับอากาศ (Air Conditioning): เป็นระบบที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศภายในอาคารตามที่กำหนดไว้ รวมถึงการทำความเย็นด้วย โดยทั้งสามระบบนั้น จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้อากาศภายในอาคารมีคุณภาพตามที่ต้องการ โดยมีระบบท่อลม (Duct System) และเครื่องเป่าลม (Blower) ทำหน้าที่ลำเลียงอากาศไปยังจุดต่างๆ ตามที่ต้องการ ทำให้อากาศภายในอาคารมีความเย็นสบายตลอดทุกจุด โดยที่ติดตั้งระบบปรับอากาศภายในแค่จุดเดียวก็เพียงพอ ระบบปรับอากาศภายในอาคารต่างจากแอร์ปกติหรือไม่ ระบบปรับอากาศภายในอาคารมีความแตกต่างจากเครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner) ทั่วไปที่ใช้ตามบ้านเรือนอยู่ไม่น้อย ซึ่งความแตกต่างหลักๆ นั้นก็จะมีอยู่ด้วยกันดังนี้ คุณลักษณะ ระบบปรับอากาศภายในอาคาร แอร์บ้านทั่วไป ขนาดและกำลังการทำความเย็น ขนาดใหญ่ มีกำลังการทำความเย็นสูง เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับห้องห้องเดียวหรือพื้นที่ขนาดเล็ก…

ข่าวสารจากพลัสฯ​

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ คว้ารางวัล “Best Luxury Property Management” ยืนหนึ่งผู้ให้บริหารโครงการระดับพรีเมียมของไทย!

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ ย้ำแท่นผู้นำในวงการบริหารโครงการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม ล่าสุดคว้ารางวัล “Best Luxury Property Management Award” สุดยอดผู้ให้บริการด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี จากงาน LivingInsider Thailand Developer Awards 2026 โดยงานมอบรางวัลจัดขึ้น ณ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ รางวัล Best Luxury Property Management มอบให้กับธุรกิจ Property Management ที่มีความโดดเด่นในการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ด้วยมาตรฐานการบริการที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ ความใส่ใจในรายละเอียด และประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย เพื่อรักษาคุณค่าของโครงการและยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “เรารุกตลาดโครงการระดับพรีเมียมมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้มีส่วนแบ่งถึง 1 ใน 3 ของตลาดบริหารโครงการที่มีระดับราคามากกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตรในกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ว่าจ้างที่มีต่อการบริหารจัดการของเรา ขณะเดียวกันยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโครงการในกลุ่ม Branded Residence ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องอาศัยทั้งมาตรฐานการบริหารจัดการและความเข้าใจในเรื่องประสบการณ์การอยู่อาศัยอย่างมาก” เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ คือความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานในทุกขั้นตอน โดยนำ ISO ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลมาใช้ในการบริหารจัดการในทุกโครงการ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตรด้าน Luxury Management และ CTH Hospitality Certificate ซึ่งเป็นหลักสูตรที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้ได้รับเอกสิทธิ์ในการดำเนินการในประเทศไทย ผ่านสถาบัน Plus Eduplex เพื่อเสริมทักษะและองค์ความรู้ให้ทีมงานสามารถดูแลโครงการระดับพรีเมียมได้อย่างมืออาชีพ “เราให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานระดับสากลมาผสานกับความเข้าใจในตลาดและการอยู่อาศัยของคนไทย รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดูแลโครงการได้อย่างมีมาตรฐานและตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละโครงการ พร้อมมุ่งมั่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานการดูแลโครงการระดับพรีเมียมในประเทศไทย” พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus บทความที่เกี่ยวข้อง ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24 ศูนย์สังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัย หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, คอนโดพระราม 4, ระบบรักษาความปลอดภัย, บ้านหรู, คอนโดหรู

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำผู้นำ “Property Management ระดับพรีเมียม”

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำผู้นำ “Property Management ระดับพรีเมียม”ครองส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ตลาดลักซ์ชัวรีในกรุงเทพฯ

ชูมาตรฐานบริการระดับสากล ดันธุรกิจโตกว่า 10% ต่อเนื่องทุกปี พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร ในเครือแสนสิริ เปิดเผยข้อมูลการบริหารอาคารชุดระดับพรีเมียมที่มีราคาขายมากกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งบริษัทครองส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มนี้อยู่ที่ 36% หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของตลาด สะท้อนถึงความไว้วางใจจากลูกค้าระดับพรีเมียมได้เป็นอย่างดี นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มีประสบการณ์ในธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี ดูแลพื้นที่รวมกว่า 40 ล้านตารางเมตรทั่วประเทศ มุ่งเน้นการให้บริการระดับสากลผ่านการนำระบบ ISO มาใช้ในทุกโครงการ และยังมีจุดเด่นในการออกแบบบริการระดับพรีเมียมที่เหมาะสมกับแต่ละโครงการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรผ่าน Plus Eduplex สถาบันฝึกอบรมที่ช่วยยกระดับทักษะ และความเชี่ยวชาญของพนักงาน พร้อมวางเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพ ตำแหน่งงาน และค่าตอบแทนที่สอดคล้องกัน เพื่อรักษาบุคลากรคุณภาพที่พร้อมส่งมอบบริการที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง” อย่างไรก็ตาม การรักษาคุณภาพบริการให้ได้มาตรฐาน และงานดูแลรักษาระบบต่าง ๆ ของโครงการ ย่อมหมายรวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ในส่วนนี้ต้องอาศัยความเข้าใจของผู้ว่าจ้าง ในการจัดเก็บอัตราค่าส่วนกลางที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้รับบริการที่พึงพอใจ แม้ว่าทุกวันนี้ธุรกิจบริหารอาคารจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบว่ามีการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมืออาชีพ และความไม่เข้าใจของผู้อยู่อาศัยในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่สูงขึ้น ทำให้คุณภาพการบริหารจัดการ และการบริการที่ได้รับสวนทางกับความต้องการ ในปัจจุบันตลาดมีผู้เชี่ยวชาญและเป็นมืออาชีพค่อนข้างจำกัด การจะสร้างทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์ รวมถึงความเข้าใจระบบงานที่ได้มาตรฐานก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย และต้องอาศัยประสบการณ์ ทำให้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่ลูกค้าเชื่อมั่น โดยเฉพาะในตลาดโครงการระดับพรีเมียม ทั้งนี้ จากการมุ่งเจาะตลาดกลุ่มโครงการพรีเมียมมาอย่างต่อเนื่องของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จาก 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสู่ 2,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ตอกย้ำบทบาทที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากลูกค้า โดยมีตัวอย่างโครงการระดับพรีเมียมที่ไว้วางใจ เช่น 98 Wireless, The Monument Thonglor, KHUN by YOO, Athenee Residence, The River, The Bangkok Sathorn, The Met, Millennium Residence, AESTIQ, Ashton Asoke, THE CROWN Residences, THE ESSE 36 ตลอดจนขยายไปยังโครงการประเภท Branded…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชวนลูกบ้านร่วมกิจกรรม “SEAcret Mission ปี 2” ปล่อยปู คืนชีวิตให้ทะเล ก้าวไปกับธรรมชาติ

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เดินหน้าสานต่อแนวคิดด้านความยั่งยืน จัดกิจกรรม “SEAcret Mission ปี 2 ปล่อยปู คืนชีวิตให้ทะเล ก้าวไปกับธรรมชาติ” ณ วนอุทยานปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชวนลูกบ้านจากกรุงเทพฯ หัวหิน และชะอำ กว่า 120 คน ออกมาเปิดประสบการณ์เรียนรู้ธรรมชาติผ่านกิจกรรมอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลน พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรทางทะเล ต่อยอดแนวคิดความยั่งยืนให้เกิดขึ้นผ่านการมีส่วนร่วมและการลงมือทำจริง กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พลัสก่อการดี” ภายใต้แนวทางการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และจัดขึ้นในช่วงวันป่าชายเลนโลก (World Mangrove Day) เพื่อร่วมสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้องกันชายฝั่งตามธรรมชาติ และพื้นที่สำคัญต่อความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล พร้อมกันนี้ ยังเป็นการทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในช่วงเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตั้งใจในการร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้านการดูแลและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้ ลูกบ้านได้เรียนรู้ธรรมชาติจากทั้ง การปล่อยปูม้าคืนสู่ท้องทะเล เพื่อร่วมดูแลทรัพยากรทางทะเล พร้อมเดินศึกษาธรรมชาติบนเส้นทางป่าโกงกาง เรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และสนุกไปกับกิจกรรม RC (Rally Challenge) ที่ชวนทุกคนออกตามหาคำตอบจากฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ เปลี่ยนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน กิจกรรม “SEAcret Mission” จะถูกจัดขึ้นต่อเนื่อง เพื่อชวนให้ทุกคนได้ออกมาเรียนรู้ว่าธรรมชาติและการใช้ชีวิตของเราล้วนเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ระบบนิเวศป่าชายเลน ไปจนถึงการลงมือดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วยตัวเอง พลัสฯ เชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นได้จากความเข้าใจและการลงมือทำในเรื่องเล็ก ๆ และเมื่อทุกคนได้มีส่วนร่วม เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ก็สามารถกลายเป็นพลังในการดูแลโลกและส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับคนรุ่นต่อไปได้ ข่าวที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24 ศูนย์สังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัย หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, คอนโดพระราม 4, ระบบรักษาความปลอดภัย, บ้านหรู, คอนโดหรู

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ มูลนิธิต่อต้านการทุจริต จัดโครงการ “แต้มสีเติมฝันฯ” สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ปลูกฝังเยาวชนทำความดีเพื่อสังคม

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ร่วมมือกับ มูลนิธิต่อต้านการทุจริต จัดโครงการ “แต้มสีเติมฝัน ต่อต้านการทุจริต” ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ภายในโรงเรียนปลูกจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรมจิตอาสาและศิลปะสร้างสรรค์ โดยมุ่งปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกที่ดี การมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม และร่วมสืบสานคุณค่าที่ดีงามของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกสนานและเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม โครงการดังกล่าวนำความเชี่ยวชาญของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ด้านการบริหารจัดการและการดูแลอาคาร มาต่อ ยอดสู่การสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน โดยร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ภายในโรงเรียน ทั้งการซ่อมแซมห้องน้ำ ทาสีรั้ว และปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลาง พร้อมเปิดพื้นที่ให้พนักงานและลูกบ้านของพลัสฯ เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะอาสาสมัคร ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ ทาสี และซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของโรงเรียน ไปจนถึงการร่วมทำกิจกรรมกับนักเรียน สะท้อนแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านการลงมือทำจริง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมประกวดวาดภาพสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนถ่ายทอดมุมมองและจินตนาการเรื่องการทำดีผ่านงานศิลปะ ก่อนนำผลงานที่ได้รับรางวัลมาถ่ายทอดเป็นภาพวาดบนกำแพงโรงเรียน กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่ช่วยสร้างสีสันและส่งต่อแนวคิดเรื่องการทำความดีให้กับนักเรียนและผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ โครงการ “แต้มสีเติมฝัน ต่อต้านการทุจริต” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้แนวคิด “พลัสก่อการดี” ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) ให้กับสังคม ผ่านการพัฒนาพื้นที่ การส่งเสริมการเรียนรู้ และการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ มีแผนต่อยอดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไปยังโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อส่งต่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้และคุณค่าของการทำความดีให้กับเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป ข่าวที่เกี่ยวข้อง: พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 25 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24 ศูนย์สังเกตการณ์ระบบรักษาความปลอดภัย หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, คอนโดพระราม 4, ระบบรักษาความปลอดภัย, บ้านหรู, คอนโดหรู

‘พลัส พร็อพเพอร์ตี้’ จับมือ ‘HI-TOP’ และ ‘มากมิตร’ ส่ง Food Vendingรวมเมนูร้านดัง ถึงมือลูกบ้านในโครงการ สัมผัสความอร่อยใกล้ตัวเติมเต็มการใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง!

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้นำด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยครบวงจร ในเครือแสนสิริ, บริษัท ไฮ-ท็อป เทคโนโลยี่ จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชันตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และ บริษัท มาก-มิตร จำกัด ผู้รวบรวมแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มยอดนิยม เปิดตัว “Food Vending” ตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติ นำเมนูจากร้านยอดนิยมมาไว้ภายในโครงการที่อยู่อาศัย ให้ลูกบ้านเข้าถึงอาหารคุณภาพได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและคุณภาพในการใช้ชีวิต นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “พลัสฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในทุกมิติ โดยเรามองว่าผู้บริโภคทุกวันนี้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตคนเมือง มองหาความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้น เราจึงได้ร่วมมือกับ HI-TOP และมากมิตร นำ Food Vending เข้ามาให้บริการภายในโครงการ โดยคัดสรรเมนูจากร้านดัง ทั้งสตรีทฟู้ด ขนมหวาน เครื่องดื่ม ครบในตู้เดียว เพื่อให้ลูกบ้านมีทางเลือกด้านอาหารที่สะดวก เข้าถึงง่าย และพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือรอ Food Delivery พร้อมรองรับการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวกและปลอดภัย ถือเป็นอีกหนึ่งบริการที่ช่วยเติมเต็ม Community Living และยกระดับพื้นที่ส่วนกลางให้ตอบรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกบ้านมากยิ่งขึ้น” เริ่มนำร่องเปิดให้บริการ Food Vending ใน 5 โครงการแรก ได้แก่ เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต, เดอะ เบส สุขุมวิท 77, เดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง, เดอะ เบส สะพานใหม่ และ ไอดีโอ คิว จุฬา – สามย่าน โดยทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ของปีนี้ นายณฐกร วิเชตชาติ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮ-ท็อป เทคโนโลยี่ จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ HI-TOP ในการขยายพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดโครงการที่อยู่อาศัย ผ่านการนำโซลูชัน Food Vending เข้ามาให้บริการในคอนโดภายใต้การดูแลของพลัสฯ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของเรามาพัฒนา Vending ที่รองรับการจัดเก็บอาหารให้คงคุณภาพ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าและสถานะการทำงานของตู้แบบออนไลน์ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตู้สินค้ายังมีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพของอาหาร พร้อมมีทีมบริหารจัดการสินค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการที่ราบรื่น และช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารคุณภาพได้ในทุกช่วงเวลา” นายธนาคม ฮูเซ็น…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยทิศทางธุรกิจ Property Management พร้อมกางกลยุทธ์ ครึ่งปีหลัง เดินหน้าบุก Luxury Management เติมเต็ม Ecosystem การอยู่อาศัยครบวงจร

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (ในเครือแสนสิริ) เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาด Property Management ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่ที่ต้องการผู้บริหารจัดการมืออาชีพ และโครงการเดิมที่ต้องการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทำให้พลัสฯ ยังสามารถรักษาระดับรายได้และกำไรเป็นไปตามเป้าในช่วงครึ่งปีแรก “ความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามอบให้พลัสฯ ตลอดกว่า 30 ปี เกิดจากการบริหารจัดการที่สามารถรักษามูลค่าให้กับโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดูแลมาตรฐานอาคาร พื้นที่ส่วนกลาง การสร้างคอมมูนิตี้คุณภาพ และการยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยรักษาศักยภาพของโครงการและสนับสนุนมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว ควบคู่ไปกับปัจจัยด้านทำเลและภาวะตลาด” ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทำให้ Property Management เข้ามามีบทบาทสำคัญ อาทิ กลุ่ม Pet Parent กลุ่มผู้สูงวัย ตลอดจนกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยผู้พัฒนาโครงการ (Developer) เป็นผู้วางรากฐานด้านคุณภาพสินค้า ขณะที่ Property Management มีบทบาทสำคัญในการต่อยอดแนวคิดเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงผ่านการบริการและการบริหารจัดการ เดินหน้ากลยุทธ์ครึ่งปีหลัง รุกตลาดลักชัวรี-เสริมแกร่ง Ecosystem การอยู่อาศัย ครึ่งปีหลัง พลัสฯ เดินหน้ารุกตลาด Luxury Management ต่อเนื่อง ด้วยการยกระดับศักยภาพบุคลากร โดยนำมาตรฐาน CTH (Confederation of Tourism & Hospitality) จากสหราชอาณาจักร มาพัฒนาทีมงานผ่าน PLUS EDUPLEX ซึ่งเป็นสถาบันแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับสิทธิ์เปิดสอนหลักสูตรด้าน Hospitality จาก CTH โดยเปิดอบรมพนักงานในช่วงไตรมาส 2-3 เตรียมพร้อมส่งมอบบริการมาตรฐานสากล ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มลักชัวรี ล่าสุด เรายังได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารโครงการ เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา (The Standard Residences, Phuket Bang Tao) ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการขยายพอร์ตสู่ตลาด Branded Residence และตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโครงการระดับลักชัวรีของพลัสฯ พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจและบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านการผลักดันการเติบโตของ Touch Property ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาคาร ซึ่งปีนี้เติบโตถึง 3 เท่า จากความต้องการด้านการปรับปรุงและบำรุงรักษาอาคาร รวมถึงการขยายเครือข่ายพันธมิตรของ Plus Concierge เพื่อยกระดับบริการด้านการอยู่อาศัยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน LIV-24 บริษัทในเครือ ก็เตรียมขยายธุรกิจ LIV-PARK ลานจอดรถอัจฉริยะ หลังเปิดสาขาแรกที่ดอนเมือง โดยมีแผนขยายสู่พื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชันตัวช่วยหาที่จอดรถ ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกจากนี้…